“ฉลอง พินิจสุวรรณ” คือหนึ่งในศิลปินยุคบุกเบิกของภาคเหนือที่เรียกตนว่า “9 สล่าเชียงราย” อันปฏิเสธมิได้ว่ารับอิทธิพลทางความคิดจากอาจาย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินรุ่นพี่มาอย่างมากล้น แต่เมื่อชมผลงานศิลปะของฉลองกลับมองเห็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นเป็นตัวตน เทคนิคการเขียนภาพด้วยปากกาด้ามเดียว ใช้วิธีเขียนด้วยการจุด เพ่งสมาธิ นิ่ง สงบ พินทุแต่ละจุดร้อยเรียงเป็นผลงานศิลปะบนผ้าใบขนาดใหญ่ เทคนิคการเขียนภาพด้วยจุดยังส่งผลต่อกลวิธีการเล่าเรื่องในงานเขียนหนังสือของฉลอง ปากกาด้ามเดียวยังคงบรรจงเขียนบทความด้วยลายมืออย่างมีสมาธิ เชื่องช้าและสงบ

ครูสอนศิลปะของจังหวัดเชียงราย

ผมเกิดที่แม่ใจ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ยุคสมัยก่อนสิ่งแวดล้อมบ้านเมือง ไม่มีแรงบันดาลใจให้พยายามทำสิ่งใด ผมเป็นเด็กนักเรียนที่พยายามดิ้นรนเดินทาง 70 กิโลเมตรจากแม่ใจ มาเรียนหนังสือที่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม เรียนหนังสือก็ไม่ค่อยเก่ง เวลาทำการบ้านก็ไม่รู้จะถามใครเพราะพ่อแม่ก็ไม่ได้เรียนหนังสือ นั่นคือจุดอ่อนของเด็กบ้านนอกซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าด้อยกว่าเด็กในเมือง ผมตัดสินใจเลือกเรียนสายวิชาชีพที่โรงเรียนสิริกรศิลปวิทยา จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นเรียนต่อวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เมื่อจบการศึกษาก็สมัครสอบครู ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูโรงเรียนพานพิทยาคม

สอนศิลปะโรงเรียนพานพิทยาคม 10 ปี ชีวิตข้าราชการครูใช้ไปกับการสอนหนังสือ ภาพวาด เมื่อมีเวลาว่างก็เขียนหนังสือด้วยลายมือเป็นบทความส่งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ช่วงนั้นงานเขียนหนังสือของผมได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่หลายสำนัก เช่น สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ หนังสือพิมพ์มติชน ศิลปะวัฒนธรรม อาจเป็นเพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ สมัยก่อนตอนเรียนหนังสืออยู่จังหวัดเชียงใหม่ ผมพักอยู่กับอ้ายปอน พิบูลย์ศักดิ์ ลครพล ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2560 ผมมองเห็นอ้ายปอนอ่านหนังสือ อ่านบทกวี หลังเลิกเรียนระหว่างรอข้าวปิ่นโตซึ่งจะมีคนจะมาส่งเวลาห้าโมงเย็น บ่ายสามโมงท้องผมเริ่มร้องจึงเอาหนังสืออ้ายปอนมาอ่านแก้หิว ผมอ่านหนังสือรอข้าวปิ่นโตจนติดเป็นนิสัย กลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือ หนังสืออันเป็นเหมือนยาขมกลายเป็นความสนุกเหมือนเราได้ท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ความคิดอ่านของเราเติบโตเพราะการอ่านหนังสือ

เมื่อโยกย้ายมาเป็นครูสอนศิลปะโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ผมก็เริ่มคบหากับอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ตอนนั้นท่านเริ่มสร้างบ้านดำ แต่ก่อนหน้านั้นผมรู้จักอาจารย์ถวัลย์ในฐานะรุ่นพี่ ตอนเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมต้น โรงเรียนสามัคคีวิทยาคมเชิญอาจารย์ถวัลย์บรรยายถึงความสำเร็จในการเรียนศิลปะ เด็กหลายคนรับแรงบันดาลใจจากอาจารย์ถวัลย์จนเบนสายเลือกเรียนศิลปะ ผมมองอาจารย์ถวัลย์เป็นต้นแบบ เมื่อผมกลับมาเป็นครูสอนโรงเรียนสามัคคีก็ไปมาหาสู่และชักชวนกันทำงานศิลปะ “หลองเดวอ้ายพาไปเล่นขายคัว” อาจารย์ถวัลย์บอกผม หลังจากนั้น พ.ศ.2530 พวกเรารวมตัวเรียกตนเองว่า“สล่า” แต่ละคนทำงานศิลปะตามความถนัดอย่างจริงจัง เช่น การแกะสลักไม้ การวาดภาพตามความถนัดในแต่ละเทคนิค ทำเป็นผลงานศิลปะเพื่อแสดงต่อสาธารณะชน  

ยุคบุกเบิกศิลปะของ 9 สล่าเชียงราย

พ.ศ.2532 สล่าสิบคนร่วมกันจัดนิทรรศการศิลปะครั้งแรก ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2535 พวกเราจัดนิทรรศการศิลปะที่จังหวัดเชียงรายเป็นครั้งแรกชื่องาน “นิทรรศการศิลปะ 9 สล่าเชียงราย” ซึ่งได้จัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปิน ถวัลย์ ดัชนี, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, จำรัส พรหมมินทร์, สมพงษ์ สารทรัพย์, สมพล ยารังษี, สุเทพ นวลนุช, ฉลอง พินิจสุวรรณ, ยอดชาย ฉลองกิจสกุล และเรวัตร ดีแก้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนการทำงานศิลปะในยุคบุกเบิกนำโดยอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะยุคสมัยนั้น เป็นการแสดงผลงานตามความถนัด ผมทำงานแกะสลักไม้ วาดภาพ แต่การเขียนหนังสือทำให้ผมได้เปรียบเพราะก่อนจัดนิทรรศการศิลปะแต่ละครั้ง ผมจะเขียนบทความส่งหนังสือพิมพ์เพื่อประชาสัมพันธ์ หลังจากจัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะแล้วเสร็จ ผมจะเริ่มทำงานเขียนหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊ค ปัจจุบันผมมีหนังสือตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว 20 เล่ม ผมศึกษางานศิลปะแต่ละด้านด้วยตนเอง ทำงานด้วยความศรัทธา เขียนหนังสือด้วยปากกาลงบนกระดาษฟุตสแก๊ป ยามว่างก็จะอ่านหนังสือ คนยุคก่อนมีปัญญาความรู้เพราะการอ่าน อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี อ่านหนังสือเยอะมาก มีรสนิยมการอ่านหนังสือดีมาก มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศหลายภาษา อาจารย์ศิลป์ พีระศรี สอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า “นายไม่อ่านหนังสือนายก็ไม่รู้อะไร” เพราะคนทำงานศิลปะนอกจากต้องมีฝีมือด้านการเขียนแล้วยังต้องมีความรอบรู้

ยุคสมัยก่อนไม่มีใครสอนงานศิลปะ ผมต้องศึกษาจากคนที่ประสบความสำเร็จ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี เป็นต้นแบบบุคคที่ประสบความสำเร็จ ท่านมักจะแนะนำให้ผมอ่านหนังสือแต่ละเล่ม ผมหาหนังสือที่อาจารย์ถวัลย์แนะนำมาอ่าน เพราะเราต้องคบคนที่เหนือชั้นในเชิงศิลป์ การทำงานด้านศิลปะของเราถึงจะพัฒนา ผมเคยศึกษาว่า อาจารย์ถวัลย์เขียนรูปเวลาใด อ่านหนังสือเวลาไหน ผมพบว่า อาจารย์ถวัลย์ทำงานหลายอย่าง ทั้งเขียนภาพ อ่านหนังสือ เขียนบทความ เขียนบทกวี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการแสดงผลงานทางศิลปะ

ศิลปินกับการแสดงผลงานศิลปะ ก็เหมือนกับนักมวยที่ต้องขึ้นเวทีชก เริ่มขึ้นชกตั้งแต่มวยวัด สนามมวยลุมพินี สนามมวยราชดำเนิน สนามมวยนานาชาติ เราต้องพัฒนาตนเอง ลองดูสถิติการแสดงงานศิลปะของศิลปิน เคยผ่านสังเวียนการแสดงผลงานศิลปะมามากแค่ไหน ปัจจุบันคนทำงานศิลปะมีเยอะมาก แต่ใครจะเก่งเหนือชั้นกว่าใครวัดกันที่ฝีมือ ศิลปินต้องพัฒนาตนเองให้เป็นที่ยอมรับซึ่งกว่าจะถึงระดับนั้น เขาจะต้องมี “ตัวตน”

ภาพสะท้อนตัวตนอันเป็นอัตลักษณ์

คนวาดภาพอาจมีฝีมือแต่ไม่มีตัวตนเป็นคนไม่มีอัตลักษณ์ เหมือนนักดนตรีที่บรรเลงร้องเพลงของคนอื่น อัตลักษณ์ของผมคือการเขียนภาพด้วยปากกาด้ามเดียว มีวิธีเขียนด้วยการจุด เพ่งสมาธิ นิ่ง สงบ นั่นเป็นตัวตนอันเป็นอัตลักษณ์ งานศิลปะจึงมีคุณค่าเพราะตัวตน ส่วนการดำรงอยู่ในวงการศิลปะต้องมีวินัย มีการวางแผน มีการบริหารจัดการ วางแผนการทำงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย หนึ่งวันมีสิ่งใดต้องทำ หนึ่งปีควรทำอะไรบ้าง เราต้องเอาความคิดสร้างสรรค์ในมันสมองของเราออกมาเป็นผลงานศิลปะจึงจะรู้สึกว่าประสบผลสำเร็จ เกิดความสุขสบายใจ ถ้าพูดคุยแต่ไม่ทำก็เป็นเพียงลมปาก วันเวลาของชีวิตเราเหลือน้อยลงทุกวัน ผมวาดภาพชีวิตดั่งเปลวเทียนเตือนตนเองว่าชีวิตคนเหมือนเทียนที่ถูกจุดแล้ว วันหนึ่งจะดับมอดไม่มีความสถาพร เมื่อคิดได้แล้วก็ต้องรีบทำ  

สำหรับเด็ก การเรียนรู้ต้องปล่อยให้เติบโตตามประสบการณ์ ความคิดของเด็กยังไม่ก่อเกิด ความคิดอ่านยังไม่ตกผลึก ปล่อยให้เขาเรียนรู้แล้ววันหนึ่งเมื่อมีความคิดเขาจะทำในสิ่งที่ตนชอบ แต่ก่อนจะทำอะไรก็ต้องมีความศรัทธา มีความมุ่งมั่น มีหัวใจที่จะทำตามเป้าหมายอันชัดเจน ชีวิตคนจำเป็นต้องอาศัยเวลาเพื่อบ่มเพาะ เหมือนมะม่วงเมื่อสุกงอมจึงมีรสหอมหวานถึงเริ่มกิน ถ้าเร่งรัด บังคับขู่เข็ญ ความหอมหวานไม่มี

ตัวอย่างเช่น ผมตัดสินใจลาออกจากราชการ ผมมีการเตรียมความพร้อม มีหัวใจให้งานศิลปะเต็มร้อย ผมสร้างหอศิลป์ไตยวนเพราะมีตัวตน เมื่อทุกคนเห็นผลงานทางศิลปะจะรู้ว่าเป็นงานของฉลอง พินิจสุวรรณ เพราะมันเป็นตัวตนของผม ตัวตนบางคนค้นหาไม่เจอ บางคนทำงานศิลปะอย่างไรก็ไม่ใช่ตนเอง เหมือนนักร้องที่ขับขานเพลงของคนอื่น เพลงนั้นไม่ใช่บทเพลงที่เขาประพันธ์ ไม่มีสาระแห่งความเป็นตัวตน เหมือนเอาลมหายใจคนอื่นมาหายใจ แล้วเมื่อใดตัวตนจะปรากฎ งานศิลปะทุกอย่างมิว่าจะเป็น การวาดภาพ การเขียนหนังสือ ต้องมีตัวตนอันเป็นอัตลักษณ์ คนเป็นศิลปินต้องสื่อถึงอัตลักษณ์ของตนเอง ต้องทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง มีการแสดงผลงานศิลปะให้ผู้คนได้เสพ รับรู้และติดตาม ธรรมชาติเมื่อมีเมล็ดพันธุ์ก็ต้องบ่มเพาะให้เติบโตแตกกิ่งก้านสาขาผลิดอกออกผล ศิลปินก็เช่นกันต้องมีการบ่มเพาะตนเอง  

การแสดงผลงานศิลปะคือภาพสะท้อนตัวตน ศิลปินต้องตรวจสอบตนเองเพราะธรรมชาติของมนุษย์จะเข้าข้างตนเอง เราจะรู้ได้ด้วยการตรวจสอบผ่านกระบวนการ เช่น งานเขียนหนังสือผ่านบรรณาธิการสำนักพิมพ์ ผ่านการตรวจสอบของบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ เมื่อผ่านการตรวจสอบผลงานก็ได้รับการรับรอง เช่นเดียวกับผลงานศิลปะ ผลงานต้องผ่านคณะกรรมการคัดเลือกเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการ เมื่อผลงานศิลปะเสดงต่อสาธารณะชน ก็ถือเป็นผลงานซึ่งได้รับการตรวจสอบกลั่นกรอง ศิลปินเมื่อผ่านการตรวจสอบก็มีความเก่งกล้าสามารถขึ้น

การทำงานเป็นสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ แม้ไม่สำเร็จในยุคของเราก็ไม่เป็นไรเพราะเราได้ลงมือทำ เหมือนเรื่องเล่าของลุงโง่ย้ายภูเขา เมื่อมีคนถามว่าคิดอย่างไรถึงจะย้ายภูเขาแล้วจะทำสำเร็จได้อย่างไร ลุงโง่ตอบว่าถ้าทำไม่สำร็จในรุ่นของเราก็ยังมีรุ่นลูกรุ่นหลาน เราทำงานตามสติปัญญา ตามความสามารถ งานศิลปะไม่ใช่งานแบกหาม เป็นงานเฉพาะบุคคล ส่วนการเลี้ยงดูชีวิตตนเอง เราเพียงประคับประคองตนให้อยู่รอดเหมือนนักมวยบนเวทีที่ต้องชกให้ครบ 5 ยก มีผลงานเป็นความสำเร็จ เมื่อคิดได้แบบนั้นเราจะมองเห็นสัจจะธรรมของชีวิต มองไม่เห็นความทุกข์ยาก ไม่เป็นกังวล

มรดกทางความคิดของถวัลย์ ดัชนี

เมื่อครั้งอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ยังมีชีวิตได้ทำผลงานไว้หลายอย่าง เมื่อตายก็นอนตายตาหลับ งานด้านศิลปะวัฒนธรรมท่านเป็นผู้ปลุกกระแสความคิดให้ผู้คนหันมานิยมวัฒนธรรมท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น พินเปี๊ยะของอุ้ยแปง ความจริงวัฒนธรรมการดีดพิณเปี๊ยะตายไปนานแล้ว เหลือเพียงเสียงพิณในนิทรรศการศิลปะซึ่งจัดขึ้นในหอศิลป์ของต่างประเทศ มีคนถามผู้จัดนิทรรศการศิลปะว่า เสียงการเล่นเครื่องสายในดนตรีที่บรรเลงเป็นเพลงของชนเผ่าใด ผู้จัดนิทรรศการเล่าว่า เป็นบทเพลงพิณของวนิพกที่เล่นเพลงบริเวณหน้าตลาดสดของประเทศไทย เมื่ออาจารย์ถวัลย์ ได้ฟังถึงกับหน้าชาเพราะเพิ่งรู้ว่าเสียงดนตรีนี้ เป็นเสียงพิณเปี๊ยะในประเทศของตน

เมื่อกลับถึงเมืองไทยอาจารย์ถวัลย์ก็ติดตามหาเสียงพิณ พบว่าผู้เล่นพิณเสียชีวิตแล้ว แต่ก็ยังคงทราบข่าวว่ายังมีคนเล่นพิณเปี๊ยะอยู่ที่จังหวัดลำพูนแต่ย้ายครอบครัวมาอาศัยอยู่ บ้านท่าหล่ม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ชื่อว่า “ลุงแปง” อาจารย์ถวัลย์พบว่าลุงแปงทำงานจักสาน ส่วนพิณเปี๊ยะถูกนำไปทำด้ามมีด อาจารย์ถวัลย์พาลุงแปงมาฟื้นฟูฝีมือด้านการเล่นพิณปี๊ยะโดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต อาจารย์ถวัลย์พาลุงแปงแสดงฝีมือพิณจนเป็นที่เลื่องลือ หลังจากนั้นศิลปินล้านนาจรัล มโนเพชร ได้พาลุงแปงบันทึกเสียงการเล่นพิณเปี๊ยะ ทำให้ศิลปะการเล่นพิณเปี๊ยะยังคงถูกสืบสานสู่คนยุคต่อมา

คุณค่าของงานศิลปะคืออะไร เพราะงานศิลปะเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่จะนำเสนอให้สังคมได้รับรู้ เช่น เรื่องการตัดไม้ทำลายป่า เราจะสะท้อนอย่างไรให้สังคมเห็นความสำคัญของปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า นั่นคือมุมมองของศิลปินในการวาดภาพ คุณค่าของงานศิลปะคือการสะท้อนสังคม แล้วพวกเรามองคุณค่าของงานศิลปะกันอย่างไร เช่น ผลงานของแวนโก๊ะ ยามมีชีวิตไม่เคยขายผลงานได้เลยแต่แวนโก๊ะก็ยังวาดภาพ เมื่อแวนโก๊ะตายมีคนศึกษาวิจัยทำให้คุณค่าของงานศิลปะเกิดขึ้น ใครมีผลงานของแวนโก๊ะไว้ในครอบครองกลายเป็นมหาเศรษฐี งานศิลปะต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

สำหรับการเขียนหนังสือ ผมเขียนหนังสือเหมือนการเขียนภาพ เขียนช้า เขียนผิดแล้วแก้ไข เขียนประมาณ 3-4 ก๊อปปี้ เวลาเขียนหนังสือผมจะเขียนนำเสนอในสิ่งที่น่าสนใจ เขียนในสิ่งที่ยังไม่มีใครเคยเขียน นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ก็ยังเคยบอกผมว่า “สิ่งไหนคนประสบความสำเร็จแล้ว เดินทางบุกเบิกไปแล้ว เราไม่ต้องไป หากเราจะลงมือทำ ต้องเดินบนเส้นทางที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน”

Spread the love